EVE
องค์ความรู้
หลักการทำงานของเตาแม่เหล็กไฟฟ้า (Induction Hob)

หลักการทำงาน
       เตาเหนี่ยวนำไฟฟ้าหรือเตาแม่เหล็กไฟฟ้าให้ความร้อนโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กระหว่างเตาแม่เหล็กไฟฟ้าและภาชนะที่เหนี่ยวนำไฟฟ้าเช่นเหล็ก หรือสเตนเลสบางชนิด เพราะฉะนั้นหากภาชะที่นำมาใช้ไม่มีคุณสมบัติในการเหนี่ยวนำแม่เหล็กก็จะไม่สามารถทำให้เกิดความร้อนได้เช่นอลูมีเนียม แก้ว เซรามิค และสเตนเลสบางชนิด 
            ความร้อนของเตาแม่เหล็กไฟฟ้าจะเกิดขึ้นที่ก้นภาชนะโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวกลางอื่นๆเหมือนเตาทั่วไป เช่นเตาเพลทไฟฟ้าหรือเตาไฟฟ้าเซรามิค ความร้อนจะเกิดขึ้นที่ขดลวดและส่งผ่านไปที่จานร้อนเหล็กหล่อหรือกระจกเซรามิคแล้วจึงส่งต่อไปยังภาชนะ ส่วนเตาแก๊สนั้นความร้อนจะเกิดจากการจุดติดขึ้นของเปลวไฟและส่งไปยังภาชนะซึ่งในระหว่างนั้นอาจมีการสูญเสียความร้อน (Heat loss) ในอากาศก่อนที่เปลวไฟจะไปถึงก้นภาชนะ
 

 
         ดังนั้นด้วยหลักการทำงานนี้เองทำให้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถให้พลังงานความร้อนได้รวดเร็วกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่าเตาทั่วไป โดยจะไม่มีความร้อนแผ่ไปในอากาศ อีกทั้งยังปลอดภัยจากการลุกไหม้ หรืออันตรายจากการไปสัมผัสเตาขณะเปิดเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย

การประหยัดพลังงาน 
     แม้ว่าเตาแม่เหล็กไฟฟ้าจะมีราคาแพงกว่าเตาทั่วๆไป แต่พลังงานที่ใช้ในการทำความร้อนนั้นใช้เพียงครึ่งเดียว โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการนำพาความร้อนนั้นมีสูงถึง 84% (จากการทดลองของกระทรวงพลังงานในประเทศสหรัฐอเมริกา) โดยเทียบประสิทธิภาพเพียง 40-50% ของเตาแก๊ส เตาเซรามิค และเตาเพลทไฟฟ้า
 


ข้อแนะนำในการใช้งานเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำ
     1. หากพบรอยแตกที่หน้าเตาห้ามใช้เตาโดยเด็ดขาด
     2. ในขณะใช้เตาให้นำสิ่งของที่มีคุณสมบัติในการดูดแม่เหล็กออกห่างจากตัวเตา
     3. ห้ามวางโลหะทุกชนิดบนเตาขณะเตากำลังทำงาน
     4. การใช้ภาชนะแบบ Non-Stick อย่าเปิดเตาก่อนที่มีอาหารอยู่ในภาชนะ
     5. สำหรับอาหารที่ติดกระทะได้ง่าย ควรเปิดจากระดับไฟต่ำๆก่อนแล้วจึงค่อยเพิ่มความร้อนขึ้นอย่างช้าๆ

สรุปคุณสมบัติเด่นของเตาแม่เหล็กไฟฟ้า
  • ทำงานด้วยระบบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าส่งผ่านความร้อนไปยังภาชนะโดยตรงทำให้ส่งผ่านความร้อนได้รวดเร็ว ประหยัดพลังงานไฟฟ้า
  • สะดวกและปลอดภัย
  • ไม่มีเขม่าหรือประกายไฟ
  • หากมีการเปิดเตาทิ้งไว้ และไม่มีภาชนะใดๆ ที่สามารถทำการเหนี่ยวนำได้ตั้งอยู่บนเตา เตาก็จะไม่ทำงาน
  • ผิวหน้าเป็นกลาส-เซรามิกส์ คุณภาพสูง มีความทนทานพิเศษ มีการออกแบบดีไซน์สวยงามทันสมัย ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเลคทรอนิค เหมาะสำหรับครัวยุคใหม่
         

     
ปัจจัยง่ายๆในการเลือกซื้อเครื่องดูดควัน

   เครื่องดูดควันมีประโยชน์อย่างมากในการทำความสะอาดห้องครัวที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ เนื่องจากในระหว่างการประกอบอาหาร จะมีไอน้ำกระจายอยู่ทั่วและเมื่อไอน้ำเหล่านี้รวมตัวกับน้ำมันก็จะกลายเป็นคราบไขมันเกาะติดตามผนังของห้องครัว ทำให้ยากต่อการทำความสะอาดอีกทั้งยังมีกลิ่นจากอาหารติดฝังอีกด้วย
  เครื่องดูดควันโดยทั่วไปจะมีหลักการทำงานอยู่ 2 ระบบให้เลือกใช้ คือ ระบบต่อท่อดูดอากาศออกสู่ภายนอก ในระบบนี้ประสิทธิภาพของการดูดอากาศจะสูงเพราะไม่ต้องดูดอากาศผ่านแผ่นกรองคาร์บอนแต่อาจจะมีการติดตั้งที่ค่อนข้างยุ่งยาก อีกระบบคือระบบหมุนเวียนอากาศ ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องต่อท่อดูดอากาศดังนั้นจึงติดตั้งได้ง่าย แต่ต้องมีแผ่นกรองคาร์บอนเพื่อกรองกลิ่นอากาศให้บริสุทธิ์ ซึ่งแผ่นกรองคาร์บอนนี้เองจะทำให้ประสิทธิภาพของการดูดควันลดลง 20-30%
 

ระบบการดูดอากาศของเครื่องดูดควัน
 
  ในการเลือกเครื่องดูดควันให้เหมาะสมนั้นเราต้องคำนึงถึงกำลังดูดอากาศที่เหมาะสมกับห้องครัวนั้นๆอีกด้วย โดยกำลังดูดอากาศของเครื่องดูดควันแต่ละชนิดนั้นก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างอาทิเช่น กำลังวัตต์มอเตอร์ ดีไซน์และชนิดของเครื่องดูดควัน ความยาวของท่อระบายอากาศ เส้นผ่าศูนย์กลางของท่อระบายอากาศ แต่หากเลือกกำลังดูดอากาศที่สูงเกินไปสำหรับห้องครัวก็อาจมีข้อเสียเช่น เสียงที่ดังเกินจำเป็น สิ้นเปลืองพลังงาน และมีราคาที่แพง ดังนั้นเราจึงควรเลือกกำลังดูดอากาศให้เหมาะสมกับขนาดของห้องครัว โดยมีหลักในการคำณวนดังนี้
กำลังดูดอากาศที่เหมาะสม = ปริมาตรของห้องครัว (กว้าง x ยาว x สูง) x 10 โดยผลลัพธ์มีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง

เครื่องดูดควันสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท หากแบ่งตามรูปทรงการดีไซน์โดยประกอบไปด้วย
1. Freestanding หรือ Built-under furniture คือเครื่องดูดควันที่ติดตั้งเข้าไปในช่องเฟอร์นิเจอร์ที่ได้มีการเว้นไว้อยู่แล้ว โดยมีขนาดมาตรฐานที่ 60 และ 90 เซนติเมตร
2. Slide-Out หรือ Slim line คือเครื่องดูดควันที่มีลักษณะคล้ายลิ้นชักสามารถดึงเข้าออกได้ทำให้ประหยัดเนื้อที่การใช้งาน เหมาะสำหรับห้องครัวที่มีพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมีเนียมหรืออพาร์ทเมนต์
3. Chimney หรือเครื่องดูดควันแบบกระโจมติดผนัง เป็นชนิดของเครื่องดูดควันที่มีปล่องกระโจมต่อด้านบนเครื่องดูดควันเพื่อปิดท่อดูดอากาศ
4. Island หรือเครื่องดูดควันแบบกระโจมกลางห้อง เป็นเครื่องดูดควันสำหรับห้องครัวสมัยใหม่ สวยงาม หรูหรา จะติดตั้งอยู่ตรงกลางห้องโดยไม่ชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง


 
มาทำความรู้จักกับโปรแกรมการทำงานต่างๆของเตาอบ

1. โปรแกรมการประกอบอาหารแบบธรรมดา (Convection Mode) 
     โปรแกรมในกลุ่มนี้เหมาะสำหรับอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก หรืออาหารที่ต้องใช้เวลาในการทำนานๆ เช่น เคี่ยว อบเค้กผลไม้ การอบแบบมีแม่พิมพ์ ขณะอบอาหารด้วยโปรแกรมในกลุ่มนี้ควรใช้ถาดรองของเหลวหรือถาดอบขนมเพียงถาดเดียว
 
    1.1 Top and Bottom Heating Element โปรแกรมการทำงานโดยใช้ขดลวดให้ความร้อนด้านบนและด้านล่าง(1300W/1100W)
เหมาะกับการอบอาหารที่ต้องใช้ความร้อนจากด้านบนและด้านล่าง เช่น ขนมปัง พาย เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือขนมเค้ก โดยมีอุณหภูมิที่แนะนำในการอบคือ 160 องศาเซลเซียส

    1.2 Bottom Heating Element โปรแกรมการทำงานโดยใช้ขดลวดให้ความร้อนด้านล่าง (1100W)
เหมาะสำหรับการอบอาหารที่ต้องเน้นให้สุกจากด้านล่างโดยไม่ทำให้ผิวหน้าของอาหารเปลี่ยนสี โดยเฉพาะอาหารที่ต้องใช้การอบช้าๆ เช่น บิสกิต หรือ การอุ่นอาหาร อบหารที่ผ่านการถนอมอาหารมาแล้ว

    1.3 Top Heating Element โปรแกรมการทำงานโดยใช้ขดลวดให้ความร้อนด้านบน (1300W)
เหมาะสำหรับการอบอาหารที่ต้องการเน้นให้สุกจากด้านบน ให้มีสีเข้มน่ารับประทานยิ่งขึ้น เช่น ลาซานย่า มันฝรั่งอบ หรืออาหารประเภทที่มีชีส (เนยแข็ง) โรยบนอาหาร

2. โปรแกรมการประกอบอาหารแบบมีพัดลมช่วย (Fan Assisted Mode)
  โปรแกรมในกลุ่มนี้จะใช้พัดลมช่วยกระจายความร้อนให้ทั่วทั้งเตาอบ โดยจะเหมาะกับการอบอาหารหลายๆชิ้น หรือใส่ชั้นวางมากกว่าหนึ่งชั้น สามารถทำอาหารได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน โปรแกรมการอบในกลุ่มนี้เหมาะสำหรับอาหารที่ต้องใช้เวลาในการอบที่ไม่ค่อยนาน โดยการกระจายความร้อนทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนสูงมากนักเนื่องจากอาหารจะสูญเสียความชื้น
 
     2.1 Bottom Heating Element with Fan การอบแบบใช้ขดลวดให้ความร้อนด้านล่างพร้อมกับพัดลมกระจายความร้อน (2100W+1100W)
เหมาะสำหรับการประกอบอาหารที่ต้องการให้สุกเร็วขึ้นและทั่วถึง เช่น เนื้ออบ เนื้อย่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับการอบอาหารแช่แข็งและพิซซ่า โดยโปรแกรมนี้ไม่จำเป็นต้องอุ่นเตาให้ร้อนก่อน

     2.2 Top Heating Element with Fan การอบแบบใช้ขดลวดให้ความร้อนด้านบนหร้อมกับพัดลมกระจายความร้อน (2100W+1300W)
เหมาะสำหรับการประกอบอาหารที่ต้องการเน้นให้สุกจากด้านในและด้านบน ในขณะที่ด้านนอกมีสีสันที่น่ารับประทาน

     2.3 Circular Heating Element with Fan การอบด้วยพัดลมร้อน (2100W/1600W)
เหมาะกับการอบอาหารให้สุกอย่างทั่วถึงและละเอียดอ่อนโดยที่กลิ่นและรสชาติที่ไม่ตีกันเช่น ครีทพัฟส์  สวิสโรว์ ผลไม้อบแห้ง โดยโปรแกรมนี้สามารถอบขนมหรืออาหารได้ 2-3 ชั้นในเวลาเดียวกัน

3. โปรแกรมการย่างอาหาร (Grill Cooking)
     โปรแกรมในกลุ่มนี้เหมาะกับการประกอบอาหารแบบย่างหรือช่วยให้ผิวส่วนบนนั้นเป็นสีเข้มดูน่ารับประทาน และยังรักษาความชื้นในเนื้อให้นุ่มน่ารับประทาน

     3.1 Full grilling โปรแกรมการประกอบอาหารโดยใช้ไฟย่างด้านบนที่อุณหภูมิสูง (2800W)
เหมาะสำหรับการประกอบอาหารที่ต้องอาศัยไฟย่างจากด้านบนที่มีอุณหภูมิสูง เช่นการทำกราแตง หรือการตกแต่งหน้าอาหารให้มีสีเข้ม อีกทั้งยังเหมาะกับการย่างเนื้อสัตว์ทุกชนิด
     3.2 Small grilling โปรแกรมการประกอบอาหารโดยใช้ไฟย่างด้านบนที่อุณหภูมิปานกลาง (1500W)
เหมาะสำหรับการย่างอาหารปริมาณน้อย  หรือใช้ไฟไม่สูงมากนัก โดยควรจัดวางอาหารไว้ที่ตรงกลางของเตาอบ
     3.3 Defrosting โปรแกรมละลายน้ำแข็ง โปรแกรมนี้จะอาศัยความร้อนจากขดลวดด้านหลังและพัดลมช่วยกระจายความร้อนไปให้ทั่วเตา โดยควรปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 20-60 องศาเซลเซียส
     3.4 Rotisserie โปรแกรมแกนหมุนย่างไก่ เป็นโปรแกรมสำหรับการย่างเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ โดยจะใช้งานร่วมกับแกนหมุนย่าง โดยให้เสียบเข้าไปให้ตรงกับรูยึดแกนเหล็กด้านในเตาอบ แล้วเลือกโปรแกรม โดยแกนหมุนย่างจะหมุนขณะที่เตาอบทำงาน
 
 
                             Bottom Element with Fan              Full Grilling                         Small Grilling

    LIVE THE EXTRAVAGANT LIFE      SITEMAP       PRIVACY POLICY      TERMS & CONDITIONS      APPLY FOR JOB       FAQs